fbpx

แบรนด์ YETI ทำยังไงถึงขายดี ? ขนาดขายแพงกว่าถึง 10 เท่า ก็ยังขายได้!!

ก็แค่…บริษัทที่ขาย“กระติกน้ำเก็บความเย็น”ธรรมด๊า ธรรมดา

แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นธุรกิจใหญ่โตที่บริษัทมีมูลค่ากว่า 230,000 ล้านบาท!!!!

อ่านต่อ
นินจาการตลาด

ใครอยากชมเป็นคลิปก็กดชมได้เลยครับ ส่วนใครอยากอ่านเป็นแบบบทความ เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลยเช่นกันครับ

คุณเคยเห็น หรือยังจำกันได้ไหม?  ที่มีภาพรถยนต์ที่ไฟลุกท่วม แต่ยังมีซากของกระติกน้ำใส่น้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย ที่ช่วงหนึ่งมันเป็นเป็นไวรัล ที่ทำให้ YETI กลายเป็นกระแส ที่คนพูดถึงอยู่ช่วงหนึ่ง

credit: https://www.reddit.com/r/pics/comments/3rcaav/truck_goes_up_in_flames_leaving_the_ice_inside/
นินจาการตลาด

ซึ่งสิ่งนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นการตลาดหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ก็เรียกได้ว่า “สำเร็จ” เพราะทำให้คนรู้จักและทึ่งกับคุณสมบัติของกระติกน้ำแบรนด์นี้เป็นอย่างมาก

.

แต่…ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ผ่านมาประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว ราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 230,000 ล้านบาท!!! 

.

ชักสงสัยแล้วสินะว่า เขาทำยังไงถึงประสบความเร็จขนาดนี้ มีอะไรดี ๆ ที่เขาซ่อนอยู่แล้วเราไม่รู้หรือเปล่า? แล้วที่มาที่ไปจริง ๆ ของการทำกระติกน้ำเก็บความเย็นมันมาจากไหน?

นินจาการตลาด
credit: https://stories.yeti.com/story/our-story

YETI ชื่อนี้คุ้นหูกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นแบรนด์อุปกรณ์ Outdoor สัญชาติอเมริกัน ที่มีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นทางด้านการทำภาชนะที่ใช้กักเก็บอุณหภูมิ เช่น ถังน้ำแข็ง กระติกน้ำ

.

โดยเจ้าตัว YETI เริ่มต้นมาจากพี่น้องตระกูล Seiders คุณ Ryan และคุณ Roy ที่ทั้งสองมักจะใช้เวลาวัยเด็ก หมดไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง นอกบ้าน อย่างเช่นการล่าสัตว์หรือตกปลา

.

โดยคุณพ่อของพวกเขาเอง ก็ได้ลาออกจากงานประจำ ออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ ในโรงรถ จนออกมาเป็นกาวสำหรับซ่อมเบ็ดตกปลา และในทุกวันนี้ธุรกิจตัวนี้ก็ยังดำเนินอยู่นะครับ

.

เรื่องนี้ทำให้พี่น้อง Seiders ได้รู้ ได้เห็น ถึงการเติบโตของธุรกิจที่พ่อนั้นได้ปลุกปั้นมาเองกับมือตั้งแต่พวกเขายังเด็ก ๆ และสุดท้ายหลังจากเรียนจบ ทั้งคู่จึงได้ตัดสินใจเดินตามรอยพ่อ และสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง

.

โดยคุณ Ryan ทำธุรกิจ เบ็ดตกปลาแบบสั่งทำ ส่วนคุณ Roy ทำธุรกิจขายเรืออะลูมิเนียมสำหรับตกปลาน้ำตื้น

.

ในระหว่างนั้น คุณ Ryan ก็ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และได้ไปพบกับ ถังเก็บความเย็นของประเทศไทย!!! ใช่ครับ ประเทศไทยของเรานี่แหละ เขาจึงได้ไอเดีย และตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ด้วยการนำเข้าตัวถังเก็บความเย็นนี้มาขาย

นินจาการตลาด

ในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวแล้ว ปัญหาเล็ก ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากพี่น้อง Seiders ไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของสินค้า ประกอบกับคุณภาพก็ยังไม่ใช่ ยังไม่ตอบโจทย์พอ

.

สุดท้ายพวกเขาจึงออกแบบมันใหม่ด้วยตัวเอง จากประสบการณ์และความต้องการ ของคนที่ทำกิจกรรม Outdoor แบบจริง ๆ โดยไม่ได้อาศัยงานวิจัยตลาดใด ๆ เลย 

.  

เขาเพียงตั้งใจแค่ว่าอยากให้ถังเก็บความเย็นนี้ มีความแข็งแรง ทนทาน และเก็บความเย็นได้ดี สามารถทนอากาศร้อน ๆ ในเท็กซัสได้ 

.

ดังนั้นพวกเขาจึงได้ใช้กระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนด้วยความเร็วสูง หรือ Rotational Molding ที่ทำให้เม็ดพลาสติกเชื่อมกันอย่างไร้ช่องว่าง จึงคงทนและเก็บความเย็นได้เป็นอย่างดี 

.

ซึ่งเทคนิคนี้ เป็นกระบวนการผลิตเดียวกับแบร์ริเออร์สีส้ม ๆ  ที่เราเห็นกันอยู่ตามท้องถนนเลยครับ

นินจาการตลาด

ในปี 2006 ถังเก็บความเย็นของพี่น้อง Seiders ก็เป็นรูปเป็นร่าง โดยพวกเขาตั้งใจว่าจะตั้งราคาไว้ที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบหนึ่งหมื่นบาทไทย เพื่อให้ครอบคลุมและคุ้มกับต้นทุนการผลิต 

.

แต่..ถ้าเทียบกับถังเก็บความเย็นที่ขายตามซูเปอร์มาร์เกตแล้ว ถังของพี่น้อง Seiders แพงกว่าเป็น 10 เท่าเลย!!!

.

คิดเหมือนผมใช่ไหมครับว่า ต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะขายได้ กว่าคนจะกล้าเปิดใจ ลองแบรนด์ใหม่ ๆ ที่พึ่งเข้ามา แถมยังราคาแพงกว่าเจ้าอื่นเอามาก ๆ อีกด้วย 

.

แต่…ผิดคาดนะครับ!!! เพราะหลังจากที่วางขายไปเสียงตอบรับกลับค่อนข้างดี 

.

น่าสงสัยเข้าไปอีกว่า ทำไมราคาแพงกว่าคนอื่นตั้ง 10 เท่า แต่ยังกลับขายได้ ?

.

ในช่วงที่เริ่มทำตลาดใหม่ ๆ พี่น้อง Seiders มองว่าการนำสินค้าเข้าไปขายตามร้านค้าปลีก ไม่น่าจะใช่ทาง เพราะนอกจากจะสู้ราคาไม่ได้แล้ว ยังต้องแบ่งกำไรเป็นค่าฝากขายอีกด้วย

.

พวกเขาจึงหันไปออกร้าน ออกบูธ ตามงานแสดงสินค้าแทน และเริ่มจากกลุ่มลูกค้าที่พวกเขาคุ้นเคย อย่าง พวกนักจับปลามืออาชีพ มือโปรทั้งหลาย

.

เพราะแบบนั้น YETI จึงกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพ ที่ถึงแม้จะราคาสูง แต่คุณภาพดี พวกเขาก็ยอมจ่าย ซึ่งเรื่องคุณภาพ ก็คงไม่ต้องพูดถึง  YETI เขาขึ้นชื่ออยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องความทนทาน เพราะได้รับการการันตีจาก Interagency Grizzly Bear Committee ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แม้แต่หมีกริซลีก็ทำลายไม่ได้!!!

นินจาการตลาด

หลังจากนั้น YETI ก็ค่อย ๆ ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ๆ ที่ทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น จนกลายมาเป็นสินค้าที่สามารถจับกลุ่มคนทั่วไปได้ในที่สุด และในปัจจุบัน YETI ก็ไม่ได้มีสินค้าเพียงอย่างเดียว เขามีสินค้ามากมายหลากหลาย ตั้งแต่อุปกรณ์ Outdoor อื่น ๆ รวมถึงเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง 

.

มันทำให้เห็นเลยครับว่า แม้จะไม่ใช่สินค้าที่มีเทคโนโลยีล้ำเลิศ ก็สามารถที่จะประสบความเร็จได้ เป็นเพียงสินค้าธรรมดาที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน 

.

แล้วที่มาของชื่อ YETI หรือที่เรารู้กันว่า เป็นชื่อของปีศาจมนุษย์หิมะ ก็ไม่ได้มาจากอะไรมากมายเลยครับ เพียงแค่คุณ Roy เขาคิดได้ในขณะกำลังนอนอยู่บนเตียงก็เท่านั้นเอง.

.

มีใครในที่นี้เป็นแฟนตัวยงของแบรนด์ YETI บ้างไหมครับ? แล้วที่คุณเคยใช้มา แก้วเยติของคุณเก็บความเย็นได้นานสุด กี่ชม.?



นินจาการตลาด
สามารถติดตามเนื้อหาสุด Exclusive ของนินจาการตลาดที่ไม่ได้ลงที่ไหนและคอร์สเรียนฟรี ให้พิเศษเฉพาะใน Facebook กลุ่มปิด “Digital Media Planning” คลิกไปขอเข้าร่วมได้เลย มีอัปเดตเนื้อหาอยู่ตลอด
นินจาการตลาด
และหากมีคำถามอยากให้ช่วยเหลือด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ทั้งเรื่องเครื่องมือ (Media), เนื้อหา (Content) และ กลยุทธ์ (Strategy) สามารถเข้าไปทักสอบถาม อ.ออดี้ และผู้รู้มากมายใน “หมู่บ้านนินจา” LINE OpenChat 

ติดตามอ่านความรู้ด้านกลยุทธ์การตลาดได้ในบทความครั้งต่อไป
กับ อ.ออดี้ – กิตติชัย ได้ใน Blog ของ นินจาการตลาด ที่นี่…

คุณเคยเห็น หรือยังจำกันได้ไหม?  ที่มีภาพรถยนต์ที่ไฟลุกท่วม แต่ยังมีซากของกระติกน้ำใส่น้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย ที่ช่วงหนึ่งมันเป็นเป็นไวรัล ที่ทำให้ YETI กลายเป็นกระแส ที่คนพูดถึงอยู่ช่วงหนึ่ง

audy

audy

Leave a Replay

Sign up for our Newsletter

ติดตามบทความด้านการตลาดฟรีๆมากมายเพียงกรอกอีเมล์ด้านบนนี้

Shopping Cart
Scroll to Top