fbpx

ค้าปลีกไทย Now and Next อยู่หรือไปจากกลไกปัจจุบัน

กับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับธุรกิจค้าปลีก มรสุมรอบด้าน การโดดเข้ามาจับออนไลน์จะช่วยได้จริงหรือ อะไรคืออุปสรรคของเราล่ะ..?

วันนี้นินจาการตลาดมีโอกาสได้อัพเดตมุมมองการค้าปลีกในโลกยุคใหม่ ในงาน LINE RETAILTECH 2019 จัดโดย LINE Thailand ช่วงหนึ่งที่สำคัญเลยกับช่วงของการพูดถึงวงการค้าปลีกไทยในโลกออนไลน์ โดยคุณวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมค้าปลีกไทย นินจาการตลาดจึงได้สรุปหัวข้อที่น่าสนใจใน Keynote นี้มาให้อ่านกันครับ รับรองว่าได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจแน่ ๆ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านต่อกันเลยครับ

อ่านต่อ
นินจาการตลาด

1. ปกติ Retial แต่ละประเทศทั่วโลก จะต้องโตกว่า GDP ประเทศตัวเอง 1-2%

.
อันนี้เอามาจากค่าเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ 
แต่สามสี่ปีที่ผ่านมา Retail ไทยโตต่ำกว่า GDP

.

ซึ่งเราจะยังคงโตต่ำ อีกต่อไป ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างภาษีด้วย มองว่าสินค้าไลฟ์สไตล์ถูกกำหนดภาษีผิดประเด็น คือเรากลับมองว่าเป็น Luxury Product มากกว่า ดังนั้นภาษีมันเลยแพงกว่าต่างประเทศในสินค้าประเภทนี้

.

จะห็นเลยว่าคนไทยซื้อสินค้าพวกแบรนด์เนมในประเทศไม่ค่อยลง เพราะเราสามารถเช็คราคาได้ง่าย ๆ ผ่านออนไลน์ ก็เลยจะเห็นว่าคนไทยไป Shop ต่างประเทส ปีหนึ่ง ๆ สูญโอกาสไปกว่า 15%

 .

ดังนั้น กำแพงภาพษี สูงขนาดนี้ ตลาดนี้มันเลยกลายเป็น Gray market ผู้ประกอบการจึงออกนอกระบบไปเยอะ ภาพษีมันเลยเก็บไม่ค่อยได้

นินจาการตลาด

2. ไทยทำรายได้การท่องเที่ยวเป็นเบอร์ 4 ของโลก
.

มีคนเข้ามาเที่ยวไทยราว ๆ 4 ล้านคน ซึ่งจำนวนเข้าประเทศมากขนาดนี้ ถือว่าเป็นลำดับ 9 ของโลก

 .

จากเดิมคนไทยมี 70 ล้าน บวก 40 ล้านคนที่เป็นนักท่องเที่ยว ทำไม Retial จึงโตแค่ 2% เหตุก็มาจากข้อแรกนั่นแหล่ะ เพราะเค้ามาไทยเพื่อแวะเที่ยว แต่เลยต่อไป Shop ที่สิงคโปรแทนซะงั้น เพราะสินค้าแบรนด์เนมราคาถูกกว่า

นินจาการตลาด

3. ห้างค้าปลีกต่างประเทศ เป็น Shopping Plaza ห้างค้าปลีกประเทศไทย เป็น Life Style Plaza

 

นั่นเป็นเหตุทำให้ Retial ไทยยังคงขายดีอยู่ได้ ห้างไทย ทำไมยิ่งสร้างเพิ่มขึ้นทุกวัน นั่นหมายถึงค้าปลีกไทยยังมีอนาคตแน่ ๆ

นินจาการตลาด

4. การซื้อต่อไปไม่ต้องเข้าช่องทางใดช่องทางหนึ่งแล้ว New Retial ต้องไม่ยึดติดกับช่องทางเดียว

.

ซึ่งไม่ได้หมายความแต่ว่า ร้านค้าปลีกต้องไปออนไลน์ แล้วทิ้งค้าปลีกไปอยู่บนช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เช่น ขายแต่บน Facebook หรือขายแต่บนเว็บ E-commerce รวมถึงการที่ค้าปลีกไม่เปลี่ยนตัวเองให้มีหลายช่องทางด้วย

.
คนที่บัญญัติศัพท์ New Retail นี้ขึ้นมาก็คือ Alibaba หมายถึงลูกค้าจะเข้ามาที่แบรนด์ผ่านช่องทางไหนก็ซื้อได้ และได้ข้อมูลเดียวกันแบบไม่ขัดแย้งกันด้วย

.

เชื่อว่าคนในเมืองจะยังคงซื้อผ่าน Retail อีกเยอะ แต่ต่างจังหวัด มันจะไม่ซื้อแบบนั้น เพราะไม่มีความสะดวกเรื่องการเดินทางเท่าคนในเมือง หากอยาก Shop ต้องเดินทางเข้าเมือง ซึ่งมันยากกว่าคนเมืองที่ขึ้นรถไฟฟ้า มีร้านค้าให้ซื้อตลอดเวลาอยู่โดยรอบระหว่างการเดินทางไป – กลับ บ้านกับที่ทำงาน

นินจาการตลาด

5. ธุรกิจอนนไลน์ คีย์อยู่ที่ Database และ Content 

.

นั่นคือเหตุที่ทำไมคนทำ Retail เวลาโดดมาทำออนไลน์ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่เคยรู้เรื่อง การทำ Content และ การเก็บ Database มาก่อน ต่อให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุน สินค้าเป็นที่รู้จักทำไปสักพัก ก็ไปไม่รอด

กลับกัน… คนที่ทำออนไลน์มาก่อน แล้วมาทำ Retail จะประสบสำเร็จกว่า เพราะรู้จักเอาข้อมูลมาวิเคราะห์จนทำให้กิจกรรมทางการตลาดจริง มันสำเร็จได้

.

Retail ชินกับการหาพื้นที่ หาทำเลที่ดี การจัดร้าน จัดรูปแบบ แต่ไม่ชินกับการใช้ Database และการทำ Content

.

แต่คนมาจากฝั่งออนไลน์สนใจแต่ Database กับ Contetnt พอคนออนไลน์มาทำ Retail จึง Power full

นินจาการตลาด

6. ไม่ใช่แค่ New Retail แต่อาลีบาบายยังมี 5 New เป็นยุทธศาสตร์อีกด้วย

.

โดยวางไว้เป็น EcoSystem ของตัวเอง ดังนี้

   – New Retail (ค้าปลีกใหม่)
   – New Finance (การเงินใหม่)
   – New Technology (เทคโนโลยีใหม่)
   – New Manufacturing (การผลิตใหม่)
   – New Energy (พลังงานใหม่)

นินจาการตลาด

7. ความใหม่ของค้าปลีกมีอะไรที่เป็นจริงแล้วบ้าง

.

   – ป้ายราคาแบบดิจิทัล ที่สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เลียนแบบสิ่งที่เป็นจุดแข็งฝั่งออนไลน์ แต่ออฟไลน์ต้องลงทุนฮาร์ดแวร์เข้าไป
   – ชำระเงินผ่านการจดจำใบหน้า
   – หุ่นยนต์ให้บริการเสริฟอาหาร
   – ชำระเงินที่จุดเช็คเอ้าท์ผ่านแอปลิเคชั่น

การเลือกเทคโนโลยีจากผู้พัฒนาต่าง ๆ  เพื่อให้เสริมความได้เปรียบด้านความคล่องตัวของธุรกิจขนาดย่อม แล้วไม่ต้องลงทุนระบบเอง จะทำธุรกิจให้โตเร็ว เช่น ไม่ต้องมีระบบส่งของเอง แต่สามารถไปแข่งกับพิชช่า หรือ เคเอฟชี ได้ โดยการใช้ บริการจัดส่งของเอกชน เช่น ไลน์แมน มาช่วยแทนการลงทุนด้วยตัวเองได้

.

ความน่ากลัวคือ ปลาเล็ก แต่ไว ก็กินปลาใหญ่แต่ช้าได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ แล้วเคลื่อนไหวเร็ว อันนี้ทั้งปลาใหญ่เล็กในทะเลจะถูกกินเรียบ
.
อาลีบาบา กำลังเป็นแบบนั้น..?

นินจาการตลาด

8. เคล็ดลับ Retail ไทยต้องเก่ง 2 เรื่อง 

.

คือ

1. Activity

2. Service

.

เพราะสองสิ่งนี้ ออนไลน์ ทำไม่ได้ ซึ่งถ้า Retail ทำสิ่งนี้ไม่ได้ เราจะกลายเป็นแค่โชว์รูมให้คู่แข่งได้รับประโยชน์ เพราะลูกค้าจะไปซื้อบนเว็บคู่แข่งหลังจากมาดูสินค้าที่โชว์รูมเราเสร็จ

.

แต่การจะทำให้มี 2 สิ่งนี้ได้ ความยากคือ มันต้องลงทุน มันมีต้นทุน ถ้าทำได้อย่างนี้ ต่อให้ขายแพงกว่า ลูกค้าก็ซื้อ 

.

ตัวอย่าง

.

B2S เป็นร้านขายเครื่องเขียน ที่มีขายบอร์ดเกมแล้วก็ขายได้เยอะมาก ทำไมน่ะเหรอ เพราะเราจัดกิจกรรมกับลูกค้าตลอด เช่น จัดแข่งขันบอร์ดเกม

.

คือ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ลูกค้าที่ผ่านมาเห็นราคาบอร์ดเกมที่ 1,500 บาท ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเล่นยังไง คุ้มราคาจริงไหม แต่ถ้าเค้ามีประสบการณ์ก่อนล่ะ แน่นอนมันขายได้

.

B2S ขายอะไรกันแน่ จริงแล้ว B2S เป็นร้านที่ขายอุปกรณ์ IOT ที่เยอะสุดในไทย พวก นาฬิกา การ์มิน อะไรทำนองนี้ ทำไมร้านหนังสืออย่าง B2S ถึงขายสิ่งนี้ได้ดี ก็เพราะคนไปหาความรู้เรื่องออกกำลังกายในร้านหนังสือ เราก็เลยมาดักเอาไว้ให้เค้าได้เจอ

นินจาการตลาด

9. ปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ 

.

คือ

.

   – การแข่งขันจากธุรกิจค้าปลีกประเภทเดียวกันและธุรกิจค้าปลีกข้ามประเภท
   – ผู้ประกอบการค้าปลีก Modern Trade ที่หันเข้ามารุกทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากกลุ่มค้าปลีกออนไลน์รายย่อยหรือ SME
   – การแข่งขันของผู้ประกอบการต่างชาติ อาทิ จีน เกาหลีใต้ที่เข้ามาทำตลาดออนไลน์ E-Market Place ในไทยมากขึ้น

นินจาการตลาด

10. ธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกโตแต่ไทยตก

 .
ในปี 2018 มูลค่าธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.8% ซึ่งคิดเป็น 31% ของ GDP โลก

.

อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ว่าประเทศไทย โตต่ำกว่าโลก แต่ยังไงก็ยังไม่ตกต่ำจนจบสิ้นไป ยังคงไปได้ไกลอีก อัตราส่วนการซื้อสินค้าออนไลน์กับออฟไลน์ เต็มที่ไม่น่าเกินสัดส่วน 50:50 แน่นอน เพราะค้าปลีกเอง ยังมีอะไรให้เล่นอีกมาก แต่อย่างไรก็ดี ต้องนำเอาออนไลน์มาช่วยประกอบกันด้วย

นินจาการตลาด

11. เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในงาน Expo แต่มันถูกนำมาใช้จริงตลอดเวลา และเร็วมาก
 .
จีนยังคงเป็นตลาดอีคอมเมิร์ชที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดจากยอดขายกับลูกค้าในตลาด Shoping Online ของจีน (Gross merchandise volume) ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ของยอดค้าปลีกดิจิทัลทั่วโลก โดยจะมียอดขาย 2.416 ล้านล้านเหรียญในปี 2020 (คิดเป็นอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ 36.35%)

นินจาการตลาด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อัพเดตมุมมองการค้าปลีกให้พวกเราได้อ่านกันไปแล้ว ลองสำรวจธุรกิจตัวเองกันดูหน่อยนะครับ ว่าตอนนี้อยู่ในระดับไหน เราต้องทำการบ้านอะไรอีกบ้าง
.
อ้ออีกอันที่ คุณวรวุฒิ ทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจบช่วงนี้ไปว่า หากจะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ พวกนี้ ให้ไปดูงานสองประเทศนี้ครับ คือ จีน กับ อิสราเอล
.
ซึ่งประเทศรายหลังนี้ หลายคนอาจนึกไม่ถึงเหมือนกันนะครับว่า มีอะไรดี เอาไว้มีโอกาสนินจาการตลาดจะเอาเรื่องของประเทศนี้มาฝากกันนะครับ 

นินจาการตลาด

สามารถติดตามเนื้อหาสุด Exclusive ของนินจาการตลาดที่ไม่ได้ลงที่ไหน ให้พิเศษเฉพาะใน Facebook กลุ่มปิด “หมู่บ้านนินจา” คลิกไปขอเข้าร่วมได้เลย มีอัปเดตเนื้อหาอยู่ตลอด

นินจาการตลาด

และหากมีคำถามอยากให้ช่วยเหลือด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ทั้งเรื่องเครื่องมือ (Media), เนื้อหา (Content) และ กลยุทธ์ (Strategy) สามารถเข้าไปทักสอบถาม อ.ออดี้ และผู้รู้มากมายใน “หมู่บ้านนินจา” LINE OpenChat 

ติดตามอ่านความรู้ด้านกลยุทธ์การตลาดได้ในบทความครั้งต่อไป
กับ อ.ออดี้ – กิตติชัย ได้ใน Blog ของ นินจาการตลาด ที่นี่…

audy

audy

Leave a Replay

Sign up for our Newsletter

ติดตามบทความด้านการตลาดฟรีๆมากมายเพียงกรอกอีเมล์ด้านบนนี้

Scroll to Top